หมวดหมู่: บทวิเคราะห์
ASPบล.เอเซียพลัส : รายงานภาวะตลาดหุ้นรายวัน 

กลยุทธ์การลงทุน
  เชื่อว่ายังมีแรงขายรับงบ 4Q60 กลุ่ม ธ.พ. แต่หุ้นพลังงาน (น้ำมัน/ถ่านหิน) หนุนตลาด ตราบที่น้ำมันดิบโลกแตะ 70 เหรียญฯ และหุ้นปันผลเด่น ซึ่งมักให้ผลตอบแทนเป็นบวก หากซื้อก่อนขึ้น XD 1-2 เดือน กลยุทธ์ฯ ยังให้ขายหุ้นที่เกินมูลค่าพื้นฐานปี 2561 (AOT, BJC, TOP, BBL, KBANK, IRPC, PTTGC, JAS, EA) แต่ให้สะสมหุ้น Laggards/ปันผลสูง/โภคภัณฑ์ (STEC, CK, UNIQ, INTUCH, BANPU, PTTEP, SCC, CPF, TMT) Top picks เลือกหุ้นปันผลเด่น SIRI(This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.) และ TASCO(FV@B26.9)    

ย้อนรอยตลาดหุ้นไทย … หุ้นใหญ่พลังงาน/อสังหา หนุน SET ช่วงท้าย
  วานนี้ SET Index เคลื่อนไหวแดนลบในช่วงครึ่งวันเช้า ก่อนจะดีดตัวขึ้นสู่แดนบวกได้ในช่วงครึ่งบ่าย ส่งผลให้ดัชนีปิดที่ 1828.88 จุด เพิ่มขึ้น 7.05 จุด หรือ 0.39% มูลค่าการซื้อขายลดลงเหลือ 7.52 หมื่นล้านบาท โดยการผลักดันของหุ้น กลุ่มพลังงาน ซึ่งพบว่ามีแรงซื้อเข้ามาช่วงท้ายในหุ้นใหญ่อย่าง  PTT ปรับเพิ่มขึ้น 0.41%,  PTTGC เพิ่ม 1.07% และ PTTEP  0.89% ขณะที่หุ้นโรงไฟฟ้า GPSC(IPP, SPP ในเครือ PTT) ปรับขึ้นแรง 6.09% และราคาหุ้นทำ All time high ต่อเนื่อง
  อีกกลุ่มที่ขึ้นแรงคือ กลุ่มอสังหาฯ  นำโดย LH เพิ่ม 7.2% ทำ new high รอบกว่า 4 ปี โดยการประชุมนักวิเคราะห์วานนี้ นักวิเคราะห์ ASPS ได้ปรับเพิ่ม FV ขึ้นเป็น 13 บาท (เดิม 12.6 บาท) รวมทั้งเป็นหุ้น High Div Yield 6% จึงแนะนำซื้อลงทุน หุ้นอื่น ๆ ในกลุ่มที่ปรับตัวขึ้นเช่นกัน คือ SC บวก 3.43%, PSH 2.49% และ QH 1.21%   ทั้งนี้สวนทางกลุ่ม ICT  ล้วนปรับลงคือ TRUE, DTAC และ ADVANC ลดลง 1.54%, 1.51% และ 0.52% ตามลำดับ และ ตามด้วยหุ้นร.พ. BCH, BH และ LPH ปรับลดลง 1.27%, 1.02% และ 0.69% ตามลำดับ
สำหรับแนวโน้มตลาดฯ วันนี้ คาดดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นได้ต่อตาม Sentiment บวกจากตลาดหุ้นต่างประเทศ แนวรับ 1817 จุด แนวต้าน 1835 จุด
แคนาดาขึ้นดอกเบี้ย 0.25% vs ตลาดหุ้น upderperform  
  ธนาคารกลางแคนาดา(BOC) เดินหน้าใช้นโยบายการเงินแบบตึงตัววานนี้ คือ ขึ้นดอกเบี้ยฯเป็นครั้งที่ 3  0.25% อยู่ที่ 1.25% (หลังจากขึ้นครั้งแรก เดือน ก.ค.60 และครั้งที่ 2 ก.ย.60 ครั้งละ 0.25%)  เนื่องจากเศรษฐกิจแคนาดาขยายตัวแข็งแกร่ง สะท้อนจากตลาดแรงงาน คืออัตราการว่างงาน เดือนล่าสุด ธ.ค. อยู่ที่ 5.7% (ระดับต่ำสุดในประวัติศาสตร์) และอัตราเงินอยู่ที่ 2.1%yoy สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายและเป้าที่ BOC ตั้งไว้ อย่างไรก็ตามหากพิจารณาตลาดหุ้นแคนาดาพบว่า underperform เพิ่มเทียบกับตลาดหุ้นพัฒนาแล้ว อย่างสหรัฐ และยุโรป ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการใช้นโยบายการเงินเข็มงวดที่ต่อเนื่อง
ขึ้นค่าแรงทั่วประเทศ 3.45%..แต่ขึ้นมากสุดใน EEC, กทม. + ปริฆณฑล  
  ผลการเจรจาขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำทั่วประเทศมีข้อสรุปคือ จากเดิมที่อยู่ในช่วงวันละ 300-310 บาท/วัน  แบ่งเป็น 4  กลุ่ม ส่วนค่าแรงใหม่เพิ่มขึ้น 8-22 บาท ช่วงวันละ 308-330 บาท แบ่งเป็น 7 กลุ่ม)   ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอ ครม.อนุมัติสัปดาห์หน้า  23 ม.ค.  และจะมีผล 1 เม.ย.2561 ตามพื้นที่หลัก ๆ  เรียงจากมากไปน้อยคือ  
  1. กลุ่มจังหวัดท่องเที่ยว และเขตเศรษฐกิจ EEC  คือ ภูเก็ต ชลบุรี ระยอง ปรับขึ้นราว 6.45%
  2. กรุงเทพฯและปริมณฑล  5 จังหวัด นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปรับขึ้นราว 4.83%
  3. จังหวัดท่องเที่ยวและจังหวัดรอง เช่น สุราษฎร์ธานี กระบี่ เชียงใหม่ นครราชสีมา พังงา อุบลราชธานี สุพรรณบุรี สระบุรี อยุธยา ขอนแก่น สงขลา ปรับขึ้นราว 3.9%
  4. ส่วนจังหวัดที่ปรับขึ้นน้อยสุดคือ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้คือ นราธิวาส ยะลา และปัตตานี ปรับขึ้นราว 2.67%
  โดยสรุป ค่าจ้างขั้นต่ำเฉลี่ยทั้งประเทศของใหม่จะอยู่ที่ 315.97 บาท เพิ่มขึ้นจากเดิม 305.44 บาท หรือ เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 3.45% จากค่าเฉลี่ยในปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำยังใกล้เคียงกับที่เคยนำเสนอก่อนหน้า โดยนักวิเคราะห์ ASPS ใช้สมมติฐานที่ 5% ซึ่งจะกระทบต่อต้นทุนของผู้ประกอบการไม่มากนัก  คือ
  • กลุ่มเกษตรและอาหาร คาดว่าจะกระทบกำไรสุทธิของกลุ่ม 1.4% แยกเป็น STA กระทบมากสุด 3.9% รองลงมาคือ TU 1.7%,  BR  1.5%,  CPF 4%,  TFG 1%,  GFPT 0.8%, KSL 0.5%
  • กลุ่มชิ้นส่วนฯ  คาดว่ากระทบกำไรสุทธิของกลุ่ม 0.5%  แยกเป็น SVI กระทบมากสุด 1.9% รองลงมา HANA 0.5%, DELTA 0.4%, KCE 0.2%
  • ส่วนกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง แม้ค่าแรงจะมีสัดส่วนราว 20% ของต้นทุนรวมก็ตาม น่าจะกระทบจำกัด เพราะหากพิจารณาปริมาณงานก่อสร้างที่คาดว่าจะมีโครงการประมูลเพิ่มเติมในปี 2561 จากงานที่ค้างท่ออยู่จำนวนมากกว่า 9. แสนล้านบาท ทำให้การแข่งขันด้านราคาลดลง ช่วยเพิ่มอัตรากำไรกว่าที่ผ่านมา จึงยังคงประมาณการกำไรปี 2561 เป็นต้นไป และ ยังคงชื่นชอบหุ้นก่อสร้าง STEC, UNIQ, CK 
  อย่างไรก็ตาม ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ด้านราคาสินค้าเกษตรปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้เชื่อว่าเงินเฟ้อในปี 2561 น่าจะยังใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้ที่ 1.26%  เร่งขึ้นจาก 0.99% ในปี 2560
ต่างชาติสลับมาซื้อหุ้นไทย และซื้อหุ้นในภูมิภาคต่อเนื่องเป็นวันที่ 3
  วานนี้ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นในภูมิภาคต่อเนื่องเป็นวันที่ 3 ด้วยมูลค่าราว 441 ล้านเหรียญ และเป็นการซื้อสุทธิเกือบทุกประเทศ ยกเว้นตลาดหุ้นเกาหลีใต้เพียงแห่งเดียวที่ขายสุทธิ 50 ล้านเหรียญ (หลังจากซื้อสุทธิ 2 วัน) ส่วนตลาดหุ้นที่เหลืออีก 4 แห่ง ต่างชาติซื้อสุทธิ คือ ไต้หวันถุกซื้อสุทธิ 388 ล้านเหรียญ (ซื้อสุทธิเป็นวันที่ 3) ตามมาด้วยฟิลิปปินส์ 25 ล้านเหรียญ (ซื้อสุทธิเป็นวันที่ 4), อินโดนีเซีย 8 ล้านเหรียญ (ซื้อสุทธิเป็นวันที่ 13) และไทยที่ต่างชาติสลับมาซื้อสุทธิ 69 ล้านเหรียญ หรือ 2.22 พันล้านบาท (หลังจากขายสุทธิ 2 วัน) ต่างกับสถาบันในประเทศที่สลับมาขายสุทธิกว่า 2.75 พันล้านบาท (หลังจากซื้อสุทธิติดต่อกัน 3 วัน)
  ส่วนทางกับทางด้านตลาดตราสารหนี้ไทย สถาบันในประเทศสลับมาขายสุทธิ 438 ล้านบาท ต่างกับต่างชาติที่ซื้อสุทธิต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 เพิ่มขึ้นอีก 1.02 หมื่นล้านบาท โดยเป็นการซื้อสุทธิเฉพาะตราสารหนี้ระยะยาว 1.2 หมื่นล้านบาท แต่กลับขายระยะสั้น 2.6 พันล้านบาท
งานประมูลภาครัฐเริ่มเห็นความคืบหน้ารถไฟฟ้าสายสีแดง
  ในปีนี้ เชื่อว่าแผนลงทุนสาธารณูปโภคพื้นฐานน่าจะมีนัยสำคัญ หากพิจารณางานที่ค้างท่อจากก่อนหน้าทำให้ยอดประมูลในปี 2561 จะสูงที่ราว 9.2 แสนล้านบาท  โครงการหลัก คือ  โครงการรถไฟทางคู่เฟสสองและอีก 2 เส้นทางใหม่ รวม 9 สาย วงเงินรวม 4 แสนล้านบาท, รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ (เตาปูน-ราษฎร์บูรณะ) วงเงิน 1.01 แสนล้านบาท, สายสีส้มด้านตะวันตก (ตลิ่งชัน-ศูนย์วัฒนธรรม) วงเงิน 1.09 แสนล้านบาท
  ล่าสุด มีความคืบหน้ารถไฟสายสีแดง ช่วงรังสิต-ม.ธรรมศาสตร์ วงเงิน 7.6 พันล้านบาทแล้ว และรถไฟสายสีแดงชานเมืองส่วนต่อขยาย ช่วงตลิ่งชัน-ศิริราช, ช่วงตลิ่งชัน-ศาลายา วงเงิน 1.9 หมื่นล้านบาท คาดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และนำเสนอ สศช. ภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อให้ ครม. พิจารณา และน่าจะประกาศให้เอกชนซื้อซองประกวดราคา และเปิดประมูลในช่วง ก.ค.-ก.ย. 61
ประเด็นนี้น่าจะส่งผลบวกโดยตรงต่อกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง  โดยบริษัทรับเหมารายใหญ่ 4 ราย อย่าง ITD,CK,STEC และ UNIQ ซึ่งมีศักยภาพพอที่จะเข้าไปประมูลงานในฐานะผู้รับเหมาหลัก น่าจะยังคงได้ momentum เชิงบวกอยู่ โดยฝ่ายวิจัยแนะนำ UNIQ (FV@B24) เนื่องจาก upside เปิดกว้างถึง 43% ตามด้วย CK (FV@B36) ที่ยังมี upside เหลืออีกมากถึง 27% เช่นเดียวกับ ITD (FV@B5.2) มี upside 27% เช่นกัน ส่วน STEC (FV@B30) แม้ราคาหุ้นปรับเพิ่มขึ้นไปพอสมควรแล้ว แต่ยังมี upside อยู่ราว 14% จึงทยอยสะสมได้
คาดเห็นแรงขายรับงบกลุ่ม ธ.พ. ให้ switch ไปสะสมหุ้นปันผลเด่น
  คาดวันนี้ TMB, SCB, TCAP และ BAY จะประกาศงบฯ และพรุ่งนี้ (19 ม.ค.) ธ.พ. แห่งอื่นๆ ที่เหลือจะทยอยรายงาน โดยฝ่ายวิจัยคาด ธ.พ. ที่คาดว่าจะมีกำไรสุทธิเติบโตทั้ง QoQ และ YoY ได้แก่ BBL (+8.8 QoQ, +7.4%YoY), TMB (+9.7%QoQ, +27%YOY) และ TCAP (+6.9%QoQ, 129%YOY) หากออกมาเป็นไปตามคาดหรือแย่กว่าคาดก็ต้องระมัดระวังการเกิด sell on fact ได้เช่นกัน โดยเฉพาะหุ้นกลุ่ม ธ.พ. ที่ราคาหุ้นเกิน Fair Value ไปแล้ว หรือมี upside จำกัด คือ BBL, BAY, KTB, KBANK, TMB จึงแนะนำให้รอราคาปรับฐานหลังการรายงานงบฯ เสร็จสิ้น
  ขณะที่ SET Index ยังคงปรับขึ้นได้ตาม sentiment บวกของตลาดหุ้นต่างประเทศ อาจทำให้เห็นการขายทำกำไรออกมาได้ทุกเมื่อ นักลงทุนจึงควรทยอยขายทำกำไร หรือหลีกเลี่ยงหุ้นที่ราคาเกิน Fair Value ไปแล้ว เช่น KCE, SAPPE, JAS, TVO, PCSGH, IHL, TRUE, LANNA, ICHI, TU, GPSC, EA, GCAP  และ ควรพักเงินในหุ้นปันผล ตามกลยุทธ์ Dividend Play หุ้นเด่นคือ SIRI, TASCO, TMT  ซึ่งมักให้ผลตอบแทนก่อนขึ้นเครื่องหมาย XD 1-2 เดือน
ภรณี ทองเย็น  เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004146
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม  เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004132
พบชัย ภัทราวิชญ์  เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 052647
ภราดร เตียรณปราโมทย์  เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 075365
ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์  เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 087636
โยธิน ภูคงนิล  ผู้ช่วยนักวิเคราะห์เชิงปริมาณ
วรรณพฤกษ์ โกมลวิทยาธร  ผู้ช่วยนักเศรษฐศาสตร์
OO4620

ooKbee1

corehoon NEW2

 

 

ข่าวล่าสุด!!